ถ่ายย้อนแสง

ในที่ที่แสงน้อย...การหรี่ f-stop
 ให้แคบๆ ก็ได้ประโยชน์เช่นกันนะครับ...ดัน
 ISO ขึ้นอีกสัก 2 stops

หลายสถานการณ์ ที่ไปเที่ยวเล่นถ่ายภาพ แล้วพบว่า สถานที่อันสวยงามวิจิตรนั้น อยู่ในทิศทางที่ "ย้อนแสง" เต็มๆ ลด ISO ให้ต่ำสุด...หรี่ f-stop ให้แคบๆเข้าไว้ หรี่ตาเราเอง มองเข้าไปใน viewfinder...อย่าจ้องแสงอาทิตย์ตรงๆนะครับ...แล้วก็ปล่อยให้แสงอาทิตย์ เผา sensor ของเราไปครับ

ในแวดวงแฟชั่นเทคนิคการถ่ายภาพย้อนแสงก็ถูกช่างภาพนำมาใช้บ่อยครั้งทั้งที่เห็นเป็นโครงสร้างเงามืด (Silhouette) และการใช้แสงแฟลร์(Flare) สร้างเอฟเฟ็กซ์ให้เกิดมิติภาพ แม้จะมีบางส่วนสูญเสียสีสัน และคอนทราสต์ของภาพไปบ้างก็ตาม อีกแวดวงที่ใช้แสงจากธรรมชาติบ่อยจนชินตาก็เป็นการถ่ายภาพทิวทัศน์ ด้วยแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพแนวไหนเอฟเฟ็กซ์ที่ผู้คนชื่นชอบและนำไปใช้ สร้างสรรค์ภาพกันอย่างแพร่หลาย คือ แสงที่ไล้ไปตามผิวของวัตถุที่เรียกกันว่าRim Light และแสงแดด ที่สะท้อนเข้าหน้าเลนส์จนเกิดเป็นประกายเรียกว่า Star Light

  เมื่อแสงกระทบกับวัตถุเราก็จะเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นที่ขอบผิวของวัตถุนั้น หรือเรียกทับศัพท์ว่า Rim Light มันช่วยให้ Subject โดดเด่นขึ้นมาจากฉากหลัง มีการไล่โทนจากสว่างไปหาส่วนมืดของภาพ เวลามองภาพ ก็จะค่อยๆพิจารณาในแต่ละส่วนว่ามีรายละเอียดอย่างไรมองกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อ นี่จึงเป็นเสน่ห์ของแสง ที่ช่วยให้ภาพของคุณมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม อยู่ที่จะนำมาใช้ตอนไหน. อย่างไร ให้เหมาะสมลงตัวกับภาพนั้นๆ

บางทีจะให้สว่างเท่ากันหมดในภาพเดียว มันก็ไม่ได้นะครับเ พราะ sensor สามารถเก็บค่าแสงได้ แต่ช่วงๆ นึ่ง อาจจะ 2 EV ดังนั้น หากในภาพที่เราถ่าย มีส่วนสว่างสุด และมากสุดเกินกว่าช่วงของ sensor จะรับได้ มันก็ไม่สามารถเก็บรายละเอียดในบางส่วนได้ ถ้าถ่ายในภาพเดียวจบภายในกล้อง ก็ควรจะวัดแสง ในส่วนที่เราต้องการให้ดีที่สุด หรือส่วนที่เป็นพื้นที่มากของภาพ ที่ต้องการเก็บ บางคนที่ชำนาญ เค้าจะวัดเฉพาะจุด ที่สว่างสุด และมืดสุด มาหาค่าเฉลี่ย หรืออาจจะใช้ระบบวัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพไปเลย เพราะกล้องใหม่ๆ ค่อนข้างฉลาดมากขึ้นเยอะ หรือถ้าจะทำภาพต่อในคอม ก็มีทั้งถ่าย raw file แล้วมาปรับ curve ต่อหรือใช้เทคนิค HDR มาทำต่อก็ได้

 

 

Credit BigCamera
Credit Pantip