มาทำความรู้จักกับเลนส์แต่ละประเภท


เลนส์ถ่ายภาพ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในกล้องถ่ายภาพเลนส์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของกล้องถ่ายภาพ กล้องที่มีคุณภาพดี เลนส์จะมีราคาแพงต้องระวังรักษาอย่างดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การที่ภาพจะเกิดบนฟิล์มได้ต้องผ่านกระบวนการร่วมแสงจากเลนส์ก่อน

ความสำคัญของเลนส์

เลนส์เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากแก้วหรือพลาสติกชนิดดี มีลักษณะกลมผิวเรียบ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เลนส์โค้ง และเลนส์เว้า เลนส์จะประกอบอยู่ที่ส่วนหน้าของตัวกล้อง ในการถ่ายภาพหลายลักษณะ จำเป็นต้องเลือกเลนส์เพื่อที่จะใช้ได้อย่างเหมาะสมกับงานที่ต้องการ เลนส์จึงมีหลายแบบ แต่ละแบบจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเพื่อให้เลือกใช้ แต่ก่อนที่จะรู้จักกับลักษณะของเลนส์ และคุณสมบัติของเลนส์แต่ละแบบ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ถึงเรื่องความยาวโฟกัสของเลนส์


ระยะโฟกัส หรือที่เรียกกันว่า Focal Length
credit picture: itsalwaysautum.com

ความยาวโฟกัสของเลนส์ ( Focal length )
หมายถึง ระยะทางที่วัดจากจุดศูนย์กลางของเลนส์ถึงแผ่นฟิล์มที่อยู่ในกล้อง ในขณะที่เลนส์ตั้งระยะความชัดไว้ที่ Infinity ซึ่งจะมีหน่วยวัดความยาวโฟกัสของเลนส์นี้เป็นมิลลิเมตร การทำงานของเลนส์มาจากหลักการที่แสงเดินทางผ่านวัตถุแล้วเกิดการหักเห ซึ่งวัตถุที่แสงเดินทางผ่านในที่นี้ก็คือเลนส์ ถ้าแสงเดินทางผ่านเลนส์นูนก็จะเกิดการรวมแสง แต่ถ้าแสงเดินทางผ่านเลนส์เว้าจะเกิดการกระจายแสง ในการถ่ายภาพความยาวโฟกัสจะมีผลสำคัญต่อการถ่ายภาพ คือ ทำให้มุมของการถ่ายภาพกว้างขึ้นหรือแคบลงได้ หรือก็คือการเลือกขนาดของภาพว่าจะครอบคลุมอาณาบริเวณที่ต้องการได้มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงความชัดลึกของภาพ ( Depth of Field ) อีกด้วย ความยาวโฟกัสของเลนส์ยิ่งยาวมากความลึกของระยะชัดยิ่งน้อย และถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมากความลึกของระยะชัดของภาพก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็มิใช่แต่เฉพาะความยาวโฟกัสของเลนส์เท่านั้นที่มีผลต่อความชัดลึกของภาพ ขนาดรูรับแสงของเลนส์ ( Aperture ) ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อความชัดลึกของภาพ การปรับขนาดรูรับแสงให้เล็กจะทำให้ภาพมีระยะชัดลึกมากขึ้น ขนาดของรูรับแสงเราสามารถจะปรับได้ที่ตัวเลข f/number ที่เราเห็นกันอยู่ที่รอบ ๆ เลนส์ที่ตัวกล้อง เช่น f / 1.5 / 2 / 2.8 / 4 / 5.6 / 8 / 11 / 16 ในระหว่างตัวเลขหนึ่ง ๆ เรียกว่า " สต๊อฟ " ( Stop ) ซึ่งโดยปกติจะแบ่งขนาดไว้เป็นสองเท่าของอีกสต๊อฟหนึ่ง ขนาดของรูรับแสงที่ยอมให้แสงผ่านน้อยที่สุดตัวเลขจะมากที่สุด จากที่ยกตัวอย่างคือ F / 16 และขนาดของรูรับแสงที่ยอมให้แสงผ่านมากที่สุดคือ f / 1.5


ประเภทของเลนส์

จากคุณสมบัติต่าง ๆ ของเลนส์ที่กล่าวมาแล้ว จึงพอจะแบ่งเลนส์ออกตามคุณสมบัติของเลนส์ได้ดังนี้ คือ

Standard Lens credit picture from : ubergizmo.com



1. เลนส์มาตรฐาน ( Standard Lens )
หมายถึง เลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพตามสถานที่มองเห็นทั่วไป โดยไม่หวังผลพิเศษอะไร เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์หรือภาพทั่ว ๆ ไป เลนส์มาตรฐานที่ติดมากับกล้องโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะมีความยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร

Before After using Wide-angle Lens



2. เลนส์มุมกว้าง ( Wide - angle Lens )
เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้นกว่าเลนส์มาตรฐาน หรือเลนส์ที่ใช้ถ่ายภาพปกติธรรมดาทั่ว ๆ ไป ฉะนั้น การใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายภาพจึงครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าเลนส์ทั่วไป และยังได้ระยะชัดลึกตลอดทั้งภาพ คือชัดตั้งแต่ระยะใกล้ไปจนถึงไกลสุด แต่ภาพที่ได้จะมีความผิดเพี้ยนในเรื่องของขนาดของภาพวัตถุที่ถ่าย เนื่องจากสิ่งที่อยู่ใกล้จะใหญ่ขึ้นไม่ได้สัดส่วนกับส่วนที่อยู่ไกล เลนส์มุมกว้างส่วนใหญ่จะใช้ถ่ายในสถานที่ที่จำกัด ที่ไม่สามารถจะตั้งกล้องให้ห่างจากวัตถุที่ต้องการถ่ายได้มากนัก เช่น การเก็บภาพสิ่งก่อสร้างสูง ๆ ที่ต้องการให้อยู่ในภาพทั้งหมด แต่ไม่สามารถจะหามุมได้ เพราะติดสิ่งกีดขวาง เช่น กำแพง แม่น้ำ ฯลฯ เป็นต้น

Telephoto Lens credit picture from : ubergizmo.com

Standard Lens credit picture from : photojojo.com



3. เลนส์ถ่ายไกล ( Telephoto Lens )
เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสมากกว่าเลนส์มาตรฐาน จึงครอบคลุมพื้นที่การถ่ายได้น้อยกว่า อาจเรียกเลนส์ชนิดนี้ได้อีกอย่างหนึ่งว่า เลนส์มุมแคบ ( Narrow angle Lens) ข้อดีของเลนส์ถ่ายไกลก็คือ สามารถที่จะถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ได้เสมือนว่าวัตถุนั้นเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ คือ ขยายภาพที่อยู่ไกลให้ชัดขึ้นนั่นเอง ภาพในลักษณะนี้เช่น การถ่ายภาพสัตว์ป่า การถ่ายภาพการแข่งขันกีฬา ฯลฯ เลนส์ถ่ายไกลยังอาจจะแบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ เลนส์ถ่ายไกลชนิดปานกลาง ( Medium telephoto lenses ) มีความยาวโฟกัสอยู่ระหว่าง 75 - 200 มิลลิเมตร และเลนส์ถ่ายไกลชนิดพิเศษ ( Special long telephoto lenses ) จะเป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสมากกว่า 250 มิลลิเมตร ขึ้นไป

Standard Lens credit picture from : www.dailymail.co.uk



4. เลนส์ตาปลา ( Fisheye Lens )
เป็นเลนส์ที่มีลักษณะคล้ายตาของปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ กินมุมในระยะถ่ายภาพได้กว้างมากถึง 180 องศา มากกว่าเลนส์ทุกชนิด จึงมีช่วงความชัดลึกมากกว่าเลนส์อื่น เลนส์ชนิดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการภาพในลักษณะพิเศษที่ผิดไปจากภาพอื่น ๆ เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น เพราะเลนส์ชนิดนี้สามารถจะให้ภาพขนาดสี่เหลี่ยมเต็มขนาดฟิล์ม หรือให้ภาพเป็นวงกลมบนฟิล์มได้ วัตถุที่ถูกถ่ายจะมีขนาดใหญ่มาก

Zoom Lens Photo and Lens credit picture from : exposureguide.com



5. เลนส์ซูม ( Zoon Lens )
เป็นเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนความยาวโฟกัสได้หลายค่าในตัวเดียวกัน คือ เป็นทั้งเลนส์มุมกว้าง เลนส์มาตรฐาน และเลนส์ถ่ายไกล ในตัวเดียวกัน ฉะนั้นจึงเป็นเลนส์ที่มีราคาค่อนข้างสูงกว่าเลนส์ชนิดอื่นๆ ผู้ใช้จึงมีความสะดวกสบายกว่าไม่ต้องเคลื่อนย้ายหาตำแหน่งในการถ่ายภาพมากนัก แต่เลนส์ซูมก็มีข้อด้อย คือ มีน้ำหนักมาก เพราะประกอบด้วยชุดของเลนส์มากกว่าตัวเดียว ช่อง รูรับแสงที่กว้างสุดของเลนส์ซูมยังแคบกว่าเลนส์ความยาวโฟกัสเดียว และอาจเกิดปัญหาภาพผิดสัดส่วนได้มากกว่า โดยเฉพาะบริเวณขอบภาพ

Macro Lens credit picture from : exposureguide.com

Macro photo credit picture from : telegraph.co.uk



6. เลนส์มาโคร ( Macro Lens )
เป็นเลนส์ที่ใช้ถ่ายวัตถุขนาดเล็กมาก ๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้นได้คล้ายกับเลนส์ถ่ายใกล้ แต่เลนส์มาโครนี้เป็นเลนส์ที่สามารถถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ใกล้มาก ๆ ประมาณ 1 - 1. 5 ฟุต บางทีเรียกว่า เลนส์ไมโคร ( Micro Lens ) ก็มี นอกจากเลนส์ทั้ง 6 ชนิดที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบันได้มีการผลิตเลนส์เพื่อสนองการทำงานขึ้นมาอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลนส์ถ่ายภาพนุ่มนวล ( Soft focus Lens ) เลนส์มิเรอร์ ( Mirror Lens ) เลนส์วีเอฟซี ( VFC : Variable Field Curvature Lens ) ฉะนั้นผู้ใช้จึงควรศึกษาคุณสมบัติของเลนส์แต่ละชนิดให้ดี เพื่อจะได้ผลของงานตามต้องการ

Fixed Lens credit picture from : wikipedia



7. เลนส์ fixed
จะเป็นลักษณะของเลนส์ ซึ่ง Focal Length จะคงที่ หรือเรียกภาษาชาวบ้านคือเลนส์ ช่วงเดียว ไม่สามารถซูมเข้า ซูมออกได้ถ้าอยากจะซูม หรือให้ภาพกว้างขึ้นก็ เดินหน้า ถอยหลังเอาเอง คุณสมบัติเด่นของเลนส์ fixed คือภาพถ่ายที่ได้จะมีความคมชัดมากกว่าเลนส์ช่วงปกติ ค่ารูรับแสงจะมีมากกว่า เลนส์ทั่วๆไป ซึ่งเลนส์ทั่วไป จะมี F3.5 แต่เลนส์ Fixed ส่วนใหญ่แล้วกว้างถึง F/1.2 1.4 1.8 เลยที่เดียว ข้อดีของรูรับแสงกว้าง คือ รูรับแสงจะเปิดช่องรับแสงเข้ามามาก รูรับแสงยิ่งกว้างแสงก็ยิ่งเข้ามา ซึ่งจะทำให้ชัตเตอร์นั้น เร็วขึ้นและข้อดีของรูรับแสง อีกก็คือ ฉากหลังจะละลายเบลอสวยมาก ทำให้ภาพวัตถุที่ถ่ายนั้นเด่นสวยขึ้นมาทันที

Credit : ข้อมูล  thaidfilm